ทริปถวายเทียนพรรษา อิ่มบุญ อิ่มใจ อิ่มตา

Home/ทริปถวายเทียนพรรษา อิ่มบุญ อิ่มใจ อิ่มตา

 

ดาวโหลดรายการ

โปรแกรมถวายเทียนพรรษา28-29 ก.ค. 61

10.30 น.         เดินทางถึง “ศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง”  ได้รวบรวมผ้าทอซึ่งเป็นผลงานของชาวบ้าน

                   มาจัดจำหน่ายมากมาย  ผ้าทอลายโบราณที่สืบทอดกันมานับร้อยปีของชาวลาวครั่ง และลาว

เวียงที่อพยพมาจากประเทศเพื่อนบ้าน “ลาว” ด้วยการสืบสานวัฒนธรรมของชนชาติลาวครั่งที่อพยพมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นผ้าทอที่ยังคงอนุรักษ์ความเก่าแก่แห่งต้นฉบับได้อย่างครบถ้วน ทั้งความละเอียดอ่อนของลายผ้า สีสันซึ่งย้อมด้วยวัสดุจากธรรมชาติที่สืบทอดกันมาราว 200-300 ปี ซึ่งเรียกได้ว่า หาแทบไม่ได้แล้วในเวียงจันทน์ จึงทำให้   ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่งนี้ แตกต่างจากผ้าทอจากที่อื่นๆ ทำให้ได้รางวัลการันตีจาก ยูเนสโก้ ให้เป็นที่ 1 ของโลก ด้านชุดเครื่องนอนก่อนวิวารห์ ที่สตรีไทยสมัยโบราณที่จะแต่งงานต้องจะทำด้วยมือ ตั้งแต่การปั่นฝ้าย ทอเป็นผืนผ้า แล้วนำมารวมเป็นชุดเครื่องนอนและต้องนำส่งให้แม่ฝ่ายชายคนรักเพื่อพิจารณาว่าจะรับเป็นลูกสะใภ้หรือไม่ โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาความประณีตสวยงามของฝีมือการทำ ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีการอนุรักษ์สืบทอดกันมาแต่อาจจะหาได้น้อยลง

12.00 น.         รับประทานอาหารมื้อกลางวัน (2) ณ ร้านอาหาร (ร้านแตน)

13,00 น.         นำท่านออกเดินทางสู่ “วัดจันทราราม” (วัดท่าซุง) วัดแห่งนี้จัดเป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองอุทัยมายาวนาน จากวัดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีเพียงพระอุโบสถขนาดเล็ก ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติด้วยฝีมือพื้นบ้าน ก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่และมีการพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาเรื่อยๆ บริเวณทั้งหมดของวัดแบ่งเป็นที่ตั้งวัดเก่า และวัดใหม่  นำท่านชม “มหาวิหารแก้ว 100 เมตร” ที่ภายในประดับด้วยโมเสกสีขาวและกระจกวิบวัมไปทั้งหลัง ด้านหนึ่งประดิษฐานพระพุทธชินราขจำลอง เป็นพระประธาน และพระอรหันต์อีก 7 องค์ ส่วนอีกด้านเป็นบุษบกตั้งสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ด้านบนเพดานของวิหารประดับด้วยช่อไฟระย้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่รวม 119 ช่อ ด้วยลักษณ์ของโมเสกสีขาวและกระจกที่ใช้ประดับทั่ววิหารทำให้ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพสะท้อนไปมาเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ทันที่ที่ก้าวเขาไปในวิหารจะสัมผัสได้ถึงความงดงามอลังการและบรรยากาศที่เงียบสงบและเย็นสบายของวิหารแห่งนี้  นำท่านไปชม “ปราสาททองคำ” อาคารขนาดใหญ่ที่มีความวิจิตรงดงามประณีตมากๆ ส่วนต่างๆ ของปราสาทตกแต่งด้วยทองคำเปลว ติดกระจก ซึ่งปราสาทสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระที่ทรงเสวยราชย์เป็นปีที่ 50  สมควรแก่เวลาออกเดินทางไปสถานที่ต่อไป

15.30 น.         เดินทางถึง “วัดอุโบสถาราม” เดิมทีมีชื่อว่า “วัดโบสถ์มโนรมย์  หรือเรียกสั้นว่า “วัดโบสถ์”

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง จัดเป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  บรรยากาศของวัดเงียบสงบชนิดที่ว่าถ้าเราลองหลับตาเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองได้ถนัดถนี่ชัดเจนกว่าปกติแน่นอน เราเริ่มต้นจาก

 “พระอุโบสถ” ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย 5 องค์ ผนังทั้ง 4 ด้านในพระอุโบสถงดงามไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังสรรค์สร้างโดยจิตรกรสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเรื่องราวในภาพจิตรกรรมฝาผนังจะบอกเล่าถึงประวัติของพระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน แม้บางส่วนของจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้จะชำรุดหลุดลอกบ้างตามกาลเวลา แต่ลวดลายอันอ่อนช้อยเหล่านี้ยังคงทรงเสน่ห์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ถัดจากพระอุโบสถไปคือ “พระวิหาร” ซึ่งตั้งอยู่คู่กัน ลักษณะภายนอกใกล้เคียงกับพระอุโบสถ พระประธานภายในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ขนาบซ้ายขวาด้วยพระพุทธรูปฝั่งละหนึ่งองค์

ฝาผนังยังคงมีงานจิตรกรรมทั้ง 4 ด้านคล้ายกับภายในพระอุโบสถ แต่จะเป็นเรื่องของพระมาลัย พระอสีติมหาสาวก และพระอสุภกรรมฐาน 10 ลวดลายมีความวิจิตรงดงามน่าชมไม่แพ้กัน

ชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของ “เจดีย์สามสมัย” ที่บริเวณด้านหลังพระวิหารกันต่อ ซึ่งเจดีย์ทั้งสามองค์ มีรูปแบบที่แตกต่างกัน เริ่มจากเจดีย์ทรงระฆังเป็นศิลปะแบบอยุธยา  เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองซึ่งเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ และเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมศิลปะแบบผสมผสานระหว่างอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ตั้งเรียงรายอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน ถึงแม้ว่าเจดีย์สามองค์นี้จะมีชื่อเรียกว่าเจดีย์สามสมัยก็ตาม แต่จากการสันนิษฐานนั้นพบว่า เจดีย์ทั้งสามองค์นี้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น **ร่วมกันถวายเทียนพรรษาเนื่องในประเพณีเข้าพรรษา**

17.00 น.         นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย

18.30 น.         รับประทานอาหารมื้อเย็น (3) ณ ห้องอาหารรีสอร์ท

21.00 น.         สมควรแก่เวลาพักผ่อนเพื่อท่องเที่ยวในวันรุ่งขึ้น

                                      ที่พัก 111 รีสอร์ท แอนด์ สปา ชัยนาท

วันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. 61            วัดปากคลองมะขามเฒ่า – วัดพระบรมธาตุ – ตลาดย้อนยุคบ้านระจัน

                                                วัดสังกระต่าย   – กรุงเทพ                 

                                               

05.30 น.          คณะพร้อมกัน ณ หน้ารีสอร์ท สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นกับการ ตักบาตรยามเช้า

07.00 น.          รับประทานอาหารมื้อเช้า(4) ณ ห้องอาหารรีสอร์ท

08.00 น.          ออกเดินทางสู่ วัดปากคลองมะขามเฒ่า

08.30 น.          ถึง “วัดปากคลองมะขามเฒ่า” (วัดหลวงปู่ศุข) ตั้งอยู่ที่ หมุ่ 1 ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า( แม่น้ำท่าจีน) แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา  สาเหตุที่เรียกว่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า เนื่องจากเดิมมีต้นมะขามเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัด เป็นวัดที่มีทิวทัศน์ที่สวยงามน่ารื่นรมย์ และมีชื่อเสียงด้านพระเครื่องด้วยหลวงปู่ศุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า “หลวงปู่ศุข” เป็นเกจิอาจารย์ที่ประชาชนทั่วไปต่างเลื่อมใสศรัทธาท่านในด้านความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยตำนานที่ยังเล่าขานกันสืบมาในเรื่องของวิชาอาคมและเครื่องรางของขลัง ความนิยมในพระเครื่องหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่ายังมีอยู่สูงมากในปัจจุบัน แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 แต่ความเคารพศรัทธานั้นไม่เคยเสื่อมคลาย
“หลวงปู่ศุข” ได้พัฒนาวัดปากคลองมะขามเฒ่าจนมีความเจริญรุ่งเรือง ด้วยความเมตตาของท่านนั้นทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาอย่างมากมาย และท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้จนสิ้นอายุขัยด้วยวัย

                     76 พรรษา  ปัจจุบันวัดปากคลองมะขามเฒ่ายังมีกุฏิของท่านเป็นแบบทรงไทยโบราณ ภาพถ่ายและข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งหุ่นขี้ผึ้งและรูปหล่อของหลวงปู่ศุข พร้อมด้วยรูปหล่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไว้ให้เป็นที่สักการะบูชาโดยทั่วกัน สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้ คือ ภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในพระอุโบสถติดอยู่ตามผนังเป็นภาพพุทธประวัติ ที่ทรงวาดร่วมกับข้าราชบริพาร ทั้งหมดเขียนด้วยอักษรขอมผนังด้านใต้มีภาพเขียนบอกเวลาที่เขียนไว้คือปี พ.ศ. 2433 เพื่อถวายหลวงปู่ศุข เมื่อครั้งสร้างพระอุโบสถซึ่งทางวัดยังคงอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี สมควรแก่เวลาออกเดินทางต่อ

09.30 น.          เดินทางถึง “วัดบรมธาตุวรวิหาร” ตั้งอยู่ที่บ้านท้ายเมือง ตำบลชัยนาท เป็นพระอารามหลวงชั้นโทเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ภายในวัดมีเจดีย์พระบรมธาตุรูปแบบสถาปัตยกรรมอู่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดชัยนาท และจังหวัดใกล้เคียง มีงานเทศกาลสมโภชพระบรมธาตุในวันเพ็ญเดือน 6 เป็นประจำทุกปี สิ่งที่สำคัญในวัดคือ “ เจดีย์พระบรมธาตุ” องค์พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์เจดีย์เป็นทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งต่อมุมขึ้นไปรองรับ ใต้องค์ระฆังมีซุ้มจระนำเล็กๆทั้ง 4 ด้าน ภายในประดิษฐาน พระปรางค์นาคปรกทั้ง 4 ทิศ หน้าบันของซุ้มจระนำมีสองชั้นซ้อนกัน มีปูนปั้นประดับเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบเหนือฐานบัวหงาย 4 กลับอยู่ตรงกลาง หน้าตักกว้าง 23 เซนติเมตร สูงจากฐานจรดพระเศียร 31 เซนติเมตร ทรงจีวรแบบห่มตอง หรือห่มเฉียง ผ้าสังฆาฏิพาดลงมาเกือบถึงฝ่าพระบาท  ลักษณะของพระเศียรและพระพักต์มีเค้าของศิลปะลพบุรี หรือ อู่ทองรุ่นแรก สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางสู่ ตลาดบางระจัน

11.00 น.          เดินทางถึง “ตลาดย้อนยุคบางระจัน “  อิสระให้ท่านจับจ่ายใช้สอย พร้อม รับประทานอาหารกลางวัน ตามอัธยาศัย

13.30 น.          ออกเดินทาง วัดสังกระต่าย  จังหวัดอ่างทอง

14.00 น.          เดินทางถึง “วัดสังกระต่าย”  ตั้งอยู่ที่ ต. ศาลาแดง อ. เมือง จ. อ่างทอง  เป็นสถานที่ Unseen แห่งใหม่ในอ่างทอง ตัวโบสถ์เก่าแก่มีต้นโพธิ์ ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมรอบโบสถ์ 4 ต้น รวมถึง   ปกคลุมภายในโบสถ์ด้วย  โดยภายในโบสถ์มีทั้งหมด 3 ห้อง ภายในห้องแรกมีพระบูชา คือ หลวงพ่อแก่น เมื่อเข้ามาในห้องใหญ่มีพระประธานองค์ใหญ่ 1 องค์ คือ หลวงพ่อวันดี และอีก 2 องค์มีขนาดย่อม ลงมา คือ หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้อง ว่างเปล่า ตัวโบสถ์ไม่มีหลังคาแต่ร่มรื่น เนื่องจากอาศัยร่มเงาของต้นโพธิ์ที่ปกคลุมจนเปรียบ เสมือนหลังคาไปแล้ว ส่วนผนังโบสถ์ก็อยู่ในสภาพที่เก่าแก่ ทรุดโทรม แตกหัก แต่คงสภาพอยู่ได้โดยไม่พังทลายลงมา เพราะได้รากต้นโพธิ์ ทั้ง 4 ต้น ที่ขึ้นอยู่ 4 มุม รากได้ชอนไชยึดผนังโบสถ์ไว้ทั้งหลังอย่างแน่นหนา จากการบอกเล่าต่อกันมา วัดสังกระต่าย เดิมชื่อว่า “วัดสามกระต่าย” แต่ได้มีการเรียกชื่อผิดเพี้ยนกันมาเรื่อยๆจนกลายเป็นวัดสังกระต่าย มี “ทวดติ จันทนเสวี” ซึ่งเป็น  พระมารดาของพระยาหัสกาลเป็นผู้สร้างตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาประมาณ 400-500 ปีมาแล้ว หลังมีเสียงร่ำลือถึง ความสวยงามของโบสถ์แห่งนี้ ก็เริ่มมีผู้คนสนใจมาชมโบสถ์มากขึ้น กรมศิลปากรได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูล เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งใหม่อีกด้วยโดยมุ่งเน้นให้คงสภาพเป็นโบราณสถานที่มีศิลปกรรมที่สวยงามตามธรรมชาติเอาไว้

15.00 น.          ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ

17.00 น.          เดินทางถึงศูนย์การค้าสวนลุมไนท์บาร์ซ่า (สีแยกรัชดา-ลาดพร้าว)  โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจและประสบการณ์ของการเดินทาง

หมายเหตุ    ขอสงวนสิทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทางได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งล่วงหน้า ทั้งนี้จะถือเอาประโยชน์ของผู้เดินทางเป็นที่สุด

[/fusion_text][/fusion_builder_column][/fusion_builder_row][/fusion_builder_container]